ความไว้วางใจ

posted on 26 Jan 2011 23:24 by mahalai

                การที่ผมได้มีโอกาสทำงานร่วมกับนักศึกษารุ่นแล้วรุ่นเล่า  ที่เข้ามาทำงานระหว่างเรียนกับผม  ทำให้ผมได้เห็นการเปลี่ยนผ่านระหว่างรอยต่อของแต่ละยุค  เห็นแววตาแห่งความมุ่งมั่น  ประกายแห่งความฝันเจิดจรัส  เห็นความสับสนในความคิด  เห็นการเอาตัวรอด  การหลบเลี่ยง  เห็นอะไรๆ อีกเยอะแยะมากมาย   สิ่งต่างๆ เหล่านี้มันย้อนกลับมาเป็นความรู้   ความเข้าใจ  หรือบางทีไกลไปถึง  การได้มองย้อนดูตัวเอง  หรือตั้งคำถามกับตัวเองบ้างในบางครั้ง

                จนวันนี้ผมสรุปได้อย่างหนึ่งว่าผมชอบที่ได้ทำงานกับพวกเขาเหล่านั้น  ไม่ว่าจะดีหรือร้ายอย่างไร  เพราะผมเหมือนได้เรียนรู้โลกกว้างผ่านเรื่องราวชีวิตของพวกเขา  แม้ว่าบางคนเล่นเอาผมเครียดจนนอนไม่หลับ  หรือปลาบปลื้มสุดๆ กับความก้าวหน้า  และยกระดับความคิด จิตใจของเขา   หรือแม้แต่การที่เขาแค่เริ่มรู้จักตัวเองบ้าง  จากที่เคยสับสนอลหม่าน  ไม่รู้ว่าจะทำอะไร  จะไปทางไหน

                ข้อตกลงเดียวที่สำคัญที่สุดของผมกับพวกเขาก็คือ “ความไว้วางใจ”  นอกนั้นพูดคุย ยืดหยุ่นกันได้หมด   ทำให้หลายๆ คนบอกว่าผมใจดี  ใครมาทำงานกับผมแล้วสบาย  แต่ผมก็ค้านอยู่เสมอว่า มันไม่ใช่ความจริง    เพราะแม้ผมจะเป็นคนที่พูดคุยได้ทุกเรื่อง  ยืดหยุ่นได้เกือบจะทุกเรื่อง   แต่ผมก็ไม่อาจทำงานร่วมกับคนที่ขาด “ความไว้วางใจ” ต่อกัน  เพราะมันคงเป็นอุปสรรคของเรื่องดีๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั่นเอง  และมันไม่นำพาให้เกิดบรรยากาศของความสร้างสรรค์ในการทำงาน  ไม่ว่าที่ใดก็ตาม

                ความไว้วางใจเป็นสิ่งควรปลูกสร้างและดูแลรักษามันไว้เป็นอย่างดี  จริงๆ มันไม่ใช่เรื่องยาก แค่มีความซื่อสัตย์และจริงใจต่อข้อตกลง และพันธสัญญากับผู้อื่นก็คงจะไม่ผิดนัก   แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายถ้าเราไม่เข้มแข็งมั่นคงพอที่จะรักษาสัญญา  จนกระทั่งละเลยต่อข้อตกลง  หรือไม่ใส่ใจต่อพันธะทั้งหลายเหล่านั้นเอาไว้ได้

                ความไว้วางใจก็ไม่ต่างจากสิ่งสำคัญหลายๆ อย่าง  ที่การสร้างนั้นยากกว่าการทำลาย  เฉกเช่นกับต้นไม้ที่กว่าจะปลูกให้งอกงาม ดูแลให้เติบใหญ่  ใช้เวลาหลายปี  แต่การโค่นล้มทำลายนั้นกลับใช้เวลาเพียงไม่นาน   ความไว้วางใจก็เช่นกัน  กว่าจะสร้างต้องใช้เวลา  ต้องผ่านปัญหา  ความขัดแย้ง  ความเข้าใจผิด  การเรียนรู้ปรับเปลี่ยน  การพิสูจน์  แต่การทำลายนั้นเพียงแค่เรื่องเล็กๆ เวลาสั้นๆ ก็โยกคลอนความเชื่อมั่นที่มีต่อกันลงอย่างน่าเสียดายได้ทุกเวลา

                และสำหรับคนที่ไว้วางใจในตัวเรา   เมื่อเรารู้เรายิ่งต้องควรดูแลรักษาความไว้วางใจนั้นไว้ให้ดี   เพราะยังมีสิ่งรอบข้างภายนอก  พร้อมจะเข้ามากระทบทำลายความไว้วางใจเราได้ตลอดเวลา   แต่มันจะน่าเสียดายขนาดไหน  ถ้ากลับกลายเป็นตัวเราเองที่ทำลายความไว้วางใจลงจนสูญสิ้น    แน่นอนย่อมนำความเสียใจหรือผิดหวังไปสู่คนเหล่านั้น  และความเจ็บปวดมันก็จะย้อนมาทำร้ายเราเองด้วยในสักวัน

                คงไม่มีอะไรจะดีไปกว่า  เมื่อเรารู้ว่าใครทำลายความไว้วางใจของเราลงไป จงให้อภัยเขา  และคงไม่ต้องตามทวงถาม  แต่หากเรารู้ตัวว่าเราได้ทำลายความไว้วางใจของใครให้สูญสิ้นไป  โดยเฉพาะเป็นคนที่รักและปรารถนาดีกับเรา และเราก็รักและปรารถนาดีกับเขา  เราก็ควรคิดและหาทางสร้างมันขึ้นมาใหม่  และเอากลับไปคืนให้เขา  แน่นอนว่าเราต้อง “ทำ” ให้มากกว่าการพูดว่า “ผมสัญญา”....

สี่ปีต่อจากนี้...

posted on 15 Jun 2010 15:41 by mahalai
... สี่ปีต่อจากนี้
คือนาทีที่ดอกไม้ใกล้จะผลิ
รอเธอเติมไฟฝันอันเริ่มริ
ด้วยสติของศรัทธาปัญญาชน

รอเธอท้าแสงแดดอันแผดกล้า
รอเธออาจหาญฝ่าพายุฝน
เก็บหยาดเหงื่อทุกหยดอย่างอดทน
ยืนหยัดด้วยตัวตนจนมั่นใจ

รอเธอเรียนรู้ชีวิตจากชีวิต
เนรมิตคืนวันเคยฝันใฝ่
ค่อยค่อยเติมเชื้อฟืนสู่เปลวไฟ
เธอต้องใช้ความมานะพยายาม

รอเธอเอื้อมคว้าดาวประดับฟ้า
หลังจากการบุกป่าฝ่าขวากหนาม
ระบายสีดอกไม้ให้สวยงาม
บนนิยามความดีที่เหมาะควร

เพื่อจะแกัปัญหาหนักที่หมักหมม
ในสังคมปัจจุบันอันปั่นป่วน
รอเธอกู้และช่วยแก้ความแปรปรวน
เธอทั้งมวลคือพลัง ความหวังเอย...

หลังจากการศึกษามาอย่างหนักหน่วงภายในรั้วมหา'ลัย  ไม่ว่าสถาบันไหนก็ตาม  เมื่อโชคดีได้มีโอกาสทำงานแล้ว  ก็ควรต้องตั้งใจ และนึกถึงประโยชน์ที่ตัวเองจะสร้างให้กับองค์กร และสังคมจากงานที่ตัวเองได้มีโอกาสทำด้วยนะครับ  และไม่ว่าชาวมหา'ลัยจะอยู่ภายใต้สถานการณ์อันเลวร้าย ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจ หรือการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบต่อบริษัท ทุกสิ่งที่เราทำก็จะถูกจับตาและสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะโดนไล่ออก หรือถูกปลดออกจากงาน

วันนี้เลยหยิบความรู้ดีๆ มาจาก e Newsletter ของ Wall Street ที่พูดถึง 10 พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงในที่ทำงานมาฝากกันครับ ...

   

1.

 

ไม่ใส่ใจในความสำเร็จของตัวเอง:
เมื่อเจ้านายของถามคุณว่า ทำไมเค้าควรต้องเก็บคุณไว้? คุณต้องมีสิ่งที่สามารถพิสูจน์ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นรางวัลที่คุณได้รับ การได้เลื่อนตำแหน่ง หรือความสำเร็จที่ผ่านมา ถ้าคุณไม่มีสิ่งเหล่านี้ก็ไม่มีเหตุผลที่เจ้านายจะจ้างคุณอีกต่อไป
   

2.

 

ไม่พัฒนาทักษะการทำงาน:
คุณต้องหาวิธีที่ดี่สุดเพื่อแสดงให้เจ้านายของคุณเห็นว่าเค้าได้รับผลตอบแทนสูง สุดจากที่ได้ลงทุนไป และรู้สึกว่าคุ้มค่า โดยแสดงความสามารถของคุณอย่างเต็มที่
   

3.

 

ทำงานไม่สำเร็จบ่อยๆ:
หากคุณไม่สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้สำเร็จ นั่นหมายถึงว่าคุณขาดความรับผิดชอบและไม่สามารถทำงานนั้นๆได้
   

4.

 

การสื่อสารผ่านอีเมลล์:
คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าการสื่อสารผ่านอีเมล์นั้นรวดเร็วและง่ายกว่าการสื่อสารกับคนอื่น แต่ความสัมพันธ์ที่ดีนั้นไม่สามารถเติบโตได้ด้วยการส่งอีเมล์ การส่งข้อความ หรือการแชท
   

5.

 

คิดว่าไม่มีใครทำแบบคุณได้:
มีคนหลายล้านคนกำลังมองหางานและคนเหล่านั้นสามารถคิดและทำงานแบบคุณได้ คุณต้องรู้จักคิด ไม่อย่างนั้นคุณจะกลายเป็นดาวที่ตกลงมา
   

6.

 

อย่าทำเป็นรู้ทุกอย่าง:
อย่าทำตัวว่ารู้ทุกอย่าง มันจะแสดงให้คนอื่นรู้ว่า คุณไม่ได้สนใจหรือต้องการรับรู้สิ่งใหม่ๆ ไอเดียใหม่ๆ อย่าทำงานในวันนี้อย่างไม่มีจุดหมาย อย่าหยุดอยู่แค่ปัจจุบัน การทำงานต้องรู้จักตั้งคำถามและรับรู้ความรู้ใหม่
   

7.

 

สำรวจตัวเองว่าเป็นคนประจบสอพลอหรือไม่:
ถ้าใช่ ก็เพราะคุณต้องการให้คนอื่นเห็นความมั่นใจของคุณ แต่ในความเป็นจริงคุณจะเสียความเป็นตัวของตัวเองไป
   

8.

 

ยกความดีความชอบให้ตัวเองคนเดียว:
ในการทำงานเป็นทีมคุณควรเคารพในความสามารถของคนในทีมด้วย ไม่ใช่ยกความดีความชอบทั้งหมดให้ตัวเองคนเดียว เจ้านายของคุณฉลาดพอที่จะรู้ว่าคุณมีความสามารถในระดับไหน
   

9.

 

โอ้อวดตัวเอง:
การที่ทำให้ผู้ร่วมงานรู้คุณค่าของคุณจากผลงาน การเลื่อนขั้น หรือจากทางอื่นๆ มันจะทำให้ผู้ร่วมงานเห็นคุณค่าคุณในการทำงานและนั่นคือการทำงานให้สำเร็จ และถูกต้อง
   

10.

 

ทัศนคติลบ:
ผู้ที่คิดว่าตัวเองเป็นจุดอ่อน ก็คือคนที่กำลังจะเป็นคนว่างงาน การทำงานกับบุคคลที่เป็นตัวของตัวเอง มีทัศนคติที่ดี จะได้รับการยอมรับจากผู้ร่วมงานดีกว่า

 

อ้างอิงจากบทความของ Rachel Zupek